8 เคล็ดลับดีๆ ที่ผู้ป่วย “โรคเบาหวาน” ลงไตต้องรู้!
โรคเบาหวานเป็นอีกโรคหนึ่งที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ และเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งที่ส่งผลให้เกิดภาวะโรคไตเรื้อรัง โรคเบาหวาน มักจะมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูง…

และเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งที่ส่งผลให้เกิดภาวะโรคไตเรื้อรัง โรคเบาหวาน มักจะมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดตีบแคบและไตถูกทำลาย และสำหรับผู้ที่ไม่ควบคุมเบาหวาน เมื่อเกิดระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงขึ้นส่งผลให้เพิ่มแรงดันในกระแสเลือดทำให้อัตราการกรองของหน่วยไตเพิ่มขึ้นมากและส่งผลให้มีโปรตีนในปัสสาวะเพิ่มด้วย และนี่จะผลกระทบส่วนใหญ่ใน 5 ปีแรกของผู้ป่วยเบาหวานที่กำลังจะเข้าสู่ภาวะไตเสื่อมนั้นเอง
ส่วนใหญ่มักจะเกิดหลังจากเป็นโรคเบาหวานช่วงระยะเวลา 15 – 25 ปี โดยในระยะแรกมักจะไม่มีอาการ สามารถเช็คได้จากผลตรวจเลือด และทราบได้จากการตรวจปัสสาวะจะพบว่ามีโปรตีนปริมาณมากขึ้นและค่อยๆเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการสูญเสียโปรตีนในปัสสาวะและทำให้โปรตีนในเลือดต่ำลง ผู้ป่วยจึงมีอาการบวมเกิดขึ้นในช่วงนั้นและหลังจากนั้นไตจะทำงานลดลงจนเกิดภาวะไตวายเกิดขึ้น ดังนั้นการป้องกันผู้ป่วยเบาหวานที่จะมีโรคไตแทรกซ้อน สำหรับวิธีการป้องกัน คือ จะปรับพฤติกรรมตั้งแต่แรกก่อนที่จะมีโปรตีนรั่วออกมาในปัสสาวะค่ะ
เมื่อร่างกายเข้าสู่ภาวะไตเสื่อมแล้ว หลักการดูแลผู้ป่วยดบาหวานที่เกิดโรคไตแทรกซ้อนเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะจะชะลอความเสื่อมของโรคไตให้อยู่ได้นานมากขึ้น วันนี้เรามี 8 เคล็ดลับมาฝากกัน เรามาดูกันนะคะ ว่ามีวิธีอะไรบ้าง
สำหรับผุ้ป่วยเบาหวาน ปริมาณน้ำตาลในเลือดจะต้องน้อยกว่าร้อยละ 10% หรือมีน้ำตาลในเลือดหลังจากรับประทานอาหารเป็นเวลา 8 ชั่วโมง จะต้องน้อยกว่า 130 mgในแต่ละวัน
ในผู้ป่วยที่มีโรคความดันโลหิตสูงควรจะต้องใช้ยาลดความดันโลหิตในกลุ่มที่สามารถช่วยชะลอความเสื่อมของไตได้ และควรหลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มจัด เพื่อไม่ให้ไตทำงานหนักเพิ่มขึ้นอีก
สำหรับไขมันไตรกลีเซอไรด์ ควรควบคุมให้อยู่ในระดับ 50 – 150 mg แต่ถ้าตรวจเลือดหลังอดอาหารมาแล้ว 8 – 12 ชั่วโมง พบว่าไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงกว่า 200 มิลลิกรัมขึ้นไป บ่งบอกว่าร่างกายมีปัญหาในการขจัดไตรกลีเซอไรด์จะต้องไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็คและแก้ไขรีบรักษาโดยด่วนค่ะ
เช่น เนื้อสัตว์ นม ไข่ เนื่องจากจะทำให้ไตเสื่อมลงอย่างรวดเร็วและยังเป็นการเพิ่มปริมาณของเสียในร่างกายผู้ป่วยโรคไตจากเบาหวานนั้นควรได้รับปริมาณโปรตีน 0.8 กรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน โดยมีการศึกษาพบว่าผู้ป่วยเบาหวานที่รับอาหารโปรตีนสูงเกินไปจะเพิ่ม การรั่วของโปรตีนไข่ขาวและทำให้ การทำงานของไตลดลงได้แต่อย่างไรก็ตามก็ควรระมัดระวังภาวะขาดสารอาหารจากการจำกัดโปรตีนมากจนเกินไปด้วย
ในผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกิน อ้วนลงพุง เมื่อเกิดภาวะอ้วนเกินทำให้ค่า BMI ไม่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ก็อาจจะทำให้เกิดปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคไตได้ จึงต้องมีควบคุมน้ำหนัก ออกกำลังกาย ลดมื้ออาหาร เน้นผักผลไม่ที่ย่อยได้ง่ายก็จะช่วยให้น้ำหนักตัวลดลงได้ค่ะ
อาหารที่มีรสเค็มจัดจะส่งผลให้เกิดระดับโซเดียมในอาหารเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูงโดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีอาการบวม หัวใจล้มเหลว และไตเรื้อรัง ผู้ป่วยจะต้องมีการควบคุมหรือหลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มจัดอย่างแม่นยำ
เพราะการสูบบุหรี่จะทำให้ไตเสื่อมได้อย่างรวดเร็ว โดยส่วนใหญ่จะพบว่าผู้ป่วยเบาหวานที่เป็นโรคไตและสูบบุหรี่ ควรสังเกตตัวเอง หากมีอาการที่ผิดปกติใดๆ หรือไม่สามารถควบคุมและหยุดสูบบุหรี่ได้ก็อาจจะเพิ่มความเสี่ยงที่จะเป็นโรคไตเรื้อรังหรือไตวายได้ในที่สุดค่ะ
สำหรับผู้ป่วยควรจะมีการออกกำลังกายทุกๆวัน วันละนิดวันละหน่อย เพราะการออกกำลังกายนั้นเป็นสิ่งที่ดีที่ทุกคนควรต้องปฏิบัติกันเลย เพื่อช่วยให้เราสามารถควบคุมอาหาร น้ำตาล และไขมันในเลือดให้ลดลงได้ง่ายมากขึ้น
สำหรับ 8 เคล็ดดีๆนี้หากผู้ป่วยทุกคนนำไปใช้ก็จะทำให้เราสามารถควบคุมตัวเองได้อย่างสม่ำเสมอ และช่วยชะลอความเสื่อมของไตได้มากขึ้น
ทั้งนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ จะต้องฝึกการสังเกตและติดตามอาการตัวเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อจะได้ทราบและหาสาเหตุได้ตรงจุดที่ไตเสื่อมลงมากกว่าปกตินั้นเกิดจากอะไร เพื่อเราจะได้เตรียมตัวในการรักษาทั้งร่างกายและสภาพจิตใจกันด้วยค่ะ
บทความเรื่องไตอื่นๆ ที่น่ารู้
โรคเบาหวานเป็นอีกโรคหนึ่งที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ และเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งที่ส่งผลให้เกิดภาวะโรคไตเรื้อรัง โรคเบาหวาน มักจะมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูง…
นี่แหละนะ คือ ความเชื่อผิดๆของคนไทยที่ปลูกฝังมานาน คือ…
จริงหรือเปล่า ? ที่ผู้สูงอายุมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคไตเรื้อรังมากขึ้น ความเป็นจริงแล้วโรคไตสามารถเป็นได้ทุกเพศทุกวัย…